ฝ่ายสนับสนุนลูกค้า HP - ฐานความรู้

HP PC - การปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำงานของ PC (Windows 10)

ทำการดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอเพื่อเพื่อประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์ของคุณ

ปรับแต่ง PC ด้วย HP Performance Tune-up Check

ใช้ HP Performance Tune Up Check ใน HP Support Assistant เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบสำหรับคอมพิวเตอร์ของคุณ

  1. จาก Windows ให้ค้นหาและเปิด HP Support Assistant หรือคลิกที่ไอคอนแอพใน แถบงาน

    หากไม่มีแอพดังกล่าวในคอมพิวเตอร์ ให้ดาวน์โหลดเวอร์ชันล่าสุดจากเว็บไซต์ HP Support Assistant
  2. ไปที่ เพื่อเปิดเครื่องมือ

    หากเครื่องมือไม่เปิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ให้เลือกอุปกรณ์ของคุณโดยคลิกที่ Troubleshooting and fixes (การแก้ไขปัญหา) จากนั้นคลิกที่ Performance Tune-up Check (ตรวจสอบการปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำงาน)

  3. ภายใต้ Additional Options (ตัวเลือกเพิ่มเติม) ให้เลือก Empty Recycle Bin (ล้างข้อมูลในถังรีไซเคิล) และ Clean Web-browsers history, cookies and cache (ล้างประวัติ คุกกี้ และแคชของเว็บเบราว์เซอร์) แล้วคลิก Optimize (ปรับให้เหมาะสม)

เพิ่มพื้นที่ว่างในฮาร์ดไดร์ฟ

เพิ่มจำนวนเนื้อที่ที่ยังไม่ได้ใช้งาน (เนื้อที่ว่าง) บนฮาร์ดไดรฟ์เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดพื้นที่ดิสก์เหลือน้อยและปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบ

  1. จาก Windows ให้ค้นหาและเปิด Storage Settings (การตั้งค่าพื้นที่เก็บข้อมูล)

  2. ดูปริมาณเนื้อที่ที่มีอยู่บนฮาร์ดไดรฟ์ (ไดรฟ์ C: ไดรฟ์ทั่วไป)

    เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ไดร์ฟควรมีพื้นที่ว่างอย่างน้อย 15% หากฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์มีเนื้อที่ว่างน้อยกว่า 15% ให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้
  3. จากไดรฟ์ C: ให้เลือกแต่ละหมวดหมู่เพื่อพิจารณาว่าที่ใดที่คุณสามารถเพิ่มพื้นที่ว่างได้มากที่สุด หมวดหมู่ที่พบได้ทั่วไปที่คุณสามารถเพิ่มพื้นที่ได้คือ Apps & Games (แอพและเกม) Temporary Files (ไฟล์ชั่วคราว) Documents (เอกสาร) และ Pictures (รูปภาพ)

    ข้อควรระวัง:

    ฮาร์ดไดรฟ์ RECOVERY (D:) หรือ FACTORY_IMAGE (D:) ที่สงวนไว้สำหรับการกู้คืนระบบและการลบไฟล์จากไดรฟ์เหล่านี้อาจทำให้คอมพิวเตอร์เสียหายได้

    การตรวจสอบพื้นที่เก็บข้อมูลที่ใช้โดยฮาร์ดไดรฟ์ของคอมพิวเตอร์
  4. ย้ายไฟล์ใดๆ ที่คุณต้องการเก็บไว้ในไดรฟ์ USB หรือฮาร์ดไดรฟ์ภายนอกเพื่อช่วยเพิ่มพื้นที่ว่าง ทั้งนี้ขอแนะนำให้ย้ายไฟล์ที่มีขนาดใหญ่ที่ไม่จำเป็นต้องใช้งานทุกวัน เช่น รูปภาพและวิดีโอ

  5. ลบไฟล์และแอพพลิเคชั่นที่ไม่ต้องการ จากนั้นรีสตาร์ทคอมพิวเตอร์

อัพเดต PC โดยใช้ HP Support Assistant

ใช้ HP Support Assistant เพื่อค้นหาและติดตั้งข้อมูลอัพเดตรวมทั้งข้อมูลอัพเดต BIOS สำหรับคอมพิวเตอร์ระบบ Windows ของคุณ

  1. จาก Windows ให้ค้นหาและเปิด HP Support Assistant หรือคลิกที่ไอคอนแอพใน ทาสก์บาร์

    หากไม่ได้ติดตั้งแอพในคอมพิวเตอร์ของคุณ ให้ดาวน์โหลดเวอร์ชันล่าสุดจากเว็บไซต์ HP Support Assistant
  2. จากแท็บ My devices (อุปกรณ์ของฉัน) ค้นหาคอมพิวเตอร์ของคุณ จากนั้นคลิก Update (อัพเดต)

  3. คลิก Check for updates and messages (ตรวจหาข้อมูลอัพเดตและข้อความ) เพื่อสืบค้นข้อมูลอัพเดตล่าสุด

  4. รอให้ HP Support Assistant วิเคราะห์ระบบ

  5. หลังจากวิเคราะห์เสร็จสิ้น ให้เลือกข้อมูลอัพเดตที่ปรากฏขึ้น จากนั้นดาวน์โหลดและติดตั้งข้อมูลอัพเดตและทำตามคำแนะนำบนหน้าจอ

  6. เมื่อได้รับแจ้งให้ รีสตาร์ทคอมพิวเตอร์ จากนั้นปิดเครื่องมือ

การอัพเดตไดรเวอร์ฮาร์ดแวร์

ใช้ Device Manager (ตัวจัดการอุปกรณ์) เพื่ออัพเดตไดรเวอร์ฮาร์ดแวร์ เช่น กราฟิก เสียง เครือข่ายไร้สาย หรือไดรเวอร์อื่นๆ สำหรับคอมพิวเตอร์ของคุณ

  1. จาก Windows ให้ค้นหาและเปิด Device Manager (ตัวจัดการอุปกรณ์)

  2. จากรายการ Devices (อุปกรณ์) เลือก แต่ละหมวดหมู่ (เมาส์และอุปกรณ์ชี้ตำแหน่งอื่นๆ)

  3. คลิกขวาที่ อุปกรณ์ (อะแดปเตอร์ไร้สาย) เลือก Update driver (อัพเดตไดรเวอร์) จากนั้นทำตามคำแนะนำเพื่อติดตั้งไดรเวอร์ที่อัพเดตแล้ว

    การเลือก Update driver (อัพเดตไดรเวอร์) ใน Device Manager (ตัวจัดการอุปกรณ์)
  4. รีสตาร์ทคอมพิวเตอร์เพื่อเสร็จสิ้นการติดตั้งข้อมูลอัพเดต

ล้างข้อมูลในถังขยะ

ล้างข้อมูลในถังขยะเพื่อเพิ่มจำนวนเนื้อที่ที่ยังไม่ได้ใช้งาน (เนื้อที่ว่าง) บนฮาร์ดไดรฟ์

  1. จากเดสก์ทอป Windows ดับเบิลคลิกที่ไอคอน Recycle Bin (ถังขยะ)

  2. หากต้องการเรียกคืนรายการที่ลบโดยไม่ตั้งใจ ให้คลิกขวาที่ไฟล์ จากนั้นเลือก คืนค่า

  3. คลิกแท็บ Manage (จัดการ) จากนั้นเลือก Empty Recycle Bin (ล้างข้อมูลในถังขยะ)

  4. เลือก Yes (ใช่) เพื่อยืนยัน

    Windows จะลบข้อมูลในถังรีไซเคิลออกจากฮาร์ดไดรฟ์

การลบไฟล์และไดเรกทอรีชั่วคราว

การลบไฟล์และโฟลเดอร์ชั่วคราวจะเพิ่มเนื้อที่ว่างในฮาร์ดไดรฟ์ และลดเวลาที่ Windows ใช้เพื่อเข้าถึงฮาร์ดไดรฟ์นั้น

  1. จาก Windows ให้ค้นหาและเปิด Disk cleanup (ล้างข้อมูลดิสก์)

  2. เลือกไดรฟ์ที่คุณต้องการลบไฟล์ จากนั้นคลิก OK (ตกลง)

  3. รอสักครู่ในขณะที่ Disk Cleanup (ล้างข้อมูลดิสก์) คำนวณว่าจะทำให้มีเนื้อที่ว่างบนไดรฟ์ที่เลือกได้มากน้อยเพียงใด

  4. หลังจากวิเคราะห์เสร็จสิ้น ให้เลือกช่องทำเครื่องหมายติดกับประเภทไฟล์ที่คุณต้องการให้ Disk Cleanup (ล้างข้อมูลดิสก์) ลบ

    ข้อควรระวัง:

    การเลือกตัวเลือกบางอย่างอาจทำให้เกิดความเสียหายได้ ตัวอย่างเช่น การเลือกไฟล์บันทึกการติดตั้งจะลบไฟล์ที่เจ้าหน้าที่สนับสนุนทางโทรศัพท์ออนไลน์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาการตั้งค่า คลิกที่ประเภทไฟล์ เช่น ไฟล์อินเทอร์เน็ตชั่วคราวเพื่อแสดงรายละเอียด อย่าลบไฟล์จนกว่าคุณทราบไฟล์นั้นที่ไม่จำเป็นในการใช้คอมพิวเตอร์ของคุณ

  5. คลิก OK (ตกลง) จากนั้นคลิก Delete Files (ลบไฟล์) เมื่อได้รับแจ้ง

    Disk Cleanup (การล้างข้อมูลบนดิสก์) จะทำการล้างไฟล์ที่เลือก

การตรวจหาข้อผิดพลาดของฮาร์ดไดรฟ์

การตรวจหาข้อผิดพลาดของฮาร์ดไดรฟ์ที่อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของระบบ

  1. ปิดแอพพลิเคชั่นซอฟต์แวร์ที่เปิดอยู่ทั้งหมดบนคอมพิวเตอร์ของคุณ

  2. จาก Windows ให้ค้นหาและเปิด File Explorer (File Explorer) หรือคลิกที่ไอคอนแอพ บนทาสก์บาร์

  3. หลังจาก File Explorer ปรากฏขึ้น ให้คลิกขวาที่ฮาร์ดไดรฟ์ที่ต้องการตรวจสอบ จากนั้นคลิก Properties (คุณสมบัติ)

  4. จากหน้าต่าง Properties (คุณสมบัติ) เลือกที่แท็บ Tools (เครื่องมือ)

  5. ภายใต้ การตรวจสอบข้อผิดพลาด ให้คลิก Check (ตรวจสอบ)

    หากมีหน้าต่างปรากฏขึ้นเพื่อแจ้งให้คุณสำหรับรหัสผ่านหรือการยืนยันผู้ดูแลระบบ ให้พิมพ์ข้อมูลล็อกอินที่ร้องขอ

  6. จากหน้าต่าง Error Checking (การตรวจสอบข้อผิดพลาด) เลือก Scan drive (สแกนไดรฟ์)

  7. รอให้ Windows ตรวจสอบข้อผิดพลาดของไดรฟ์ จากนั้นทำตามข้อความที่แจ้งเพื่อแก้ไขปัญหา

    หากหน้าต่างปรากฏขึ้นพร้อมกับข้อความ Windows ไม่สามารถตรวจสอบดิสก์ในขณะที่ดิสก์กำลังใช้งาน ให้คลิก Schedule Disk Check (กำหนดเวลาตรวจสอบดิสก์) ทำตามคำแนะนำบนหน้าจอเพื่อรีสตาร์ทคอมพิวเตอร์และสแกนหาข้อผิดพลาดของไดรฟ์

จัดเรียงข้อมูลบนไดรฟ์ฮาร์ดดิสก์

การจัดเรียงข้อมูลบนฮาร์ดไดรฟ์ของคุณ โดยใช้ชุดเครื่องมือ Optimize Drives จะเป็นการปรับฮาร์ดไดรฟ์ให้เหมาะสมและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ

ข้อควรระวัง:

ขั้นตอนเหล่านี้ไม่มีผลกับคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งไดร์ฟ Solid State (SSD) อย่าจัดเรียงข้อมูล SSD เนื่องจากไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานดีขึ้นและอาจส่งผลเสียต่อไดรฟ์

  1. จาก Windows ให้ค้นหาและเปิด Defragment and Optimize Drives (จัดเรียงและปรับปรุงประสิทธิภาพของไดรฟ์) ขึ้นมา

    หากการปรับไดรฟ์ให้เหมาะสมที่สุดเริ่มขึ้นซ้ำๆ โปรแกรมที่ทำงานอยู่เบื้องหลังที่ซ่อนอยู่จะยังคงเข้าถึงฮาร์ดไดรฟ์ รีสตาร์ทคอมพิวเตอร์ในเซฟโหมดและลองอีกครั้ง

  2. เลือกไดรฟ์ที่ต้องการปรับ จากนั้นคลิก Optimize (ปรับปรุงประสิทธิภาพ)

  3. รอขณะที่เครื่องมือทำการปรับไดรฟ์ กระบวนการนี้อาจใช้เวลาสองสามนาที หรือสองสามชั่วโมง ขึ้นกับปริมาณข้อมูลบนฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ของคุณ หากคุณต้องการหยุดการทำงานของเครื่องมือ ให้คลิก Stop (หยุด)

เรียกใช้ Windows Update (Windows 10)

อัพเดตคอมพิวเตอร์ Windows 10 ของคุณโดยใช้ Windows Update

  1. จาก Windows ให้ค้นหาและเปิด Check for update (ตรวจหาข้อมูลอัพเดต)

    หากมีข้อมูลอัพเดตพร้อมใช้งาน การอัพเดตจะเริ่มต้นโดยอัตโนมัติ
  2. หลังจากติดตั้งข้อมูลอัพเดต ให้รีสตาร์ทคอมพิวเตอร์เมื่อได้รับแจ้ง

กำจัดไวรัสและสปายแวร์

กำจัดแอดแวร์ สปายแวร์ หรือไวรัสที่อาจติดตั้งในคอมพิวเตอร์

สแกนหาและลบไวรัสและสปายแวร์ออกจาก PC (Windows 10)

ใช้ Windows Security เพื่อสแกนหาและลบไวรัส สปายแวร์ หรือมัลแวร์อื่นๆ ออกจากคอมพิวเตอร์

  1. จาก Windows ให้ค้นหาและเปิด Windows Security ขึ้นมา

  2. เลือก Virus & Threat Protection (การป้องกันไวรัส & ภัยคุกคาม) คลิก Scan Options (ตัวเลือกการสแกน) จากนั้นเลือกประเภทการสแกนที่คุณต้องการเรียกใช้

    • Quick scan (สแกนแบบเร็ว): ตรวจสอบโฟลเดอร์ในระบบที่มักพบมัลแวร์

    • Full scan (สแกนทั้งระบบ): ตรวจสอบไฟล์และโปรแกรมทั้งหมดในฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ การสแกนนี้อาจใช้เวลานานกว่าหนึ่งชั่วโมง

    • Custom scan (สแกนแบบกำหนดเอง): เลือกไฟล์หรือโฟลเดอร์ที่คุณต้องการสแกน

    • Windows Defender Offline scan (การสแกนออฟไลน์ Windows Defender): เลือกตัวเลือกนี้เพื่อตรวจสอบมัลแวร์ภายนอกระบบ Windows ปกติ การสแกนนี้จะแจ้งให้คุณเริ่มการทำงานของคอมพิวเตอร์ใหม่ และอาจใช้เวลาประมาณ 15 นาที

  3. รอให้การสแกนเสร็จสิ้น และดูผลการค้นหา

    เมื่อต้องการดูรายการภัยคุกคามทั้งหมดที่ Windows Security เคยระบุไว้สำหรับคอมพิวเตอร์ ให้คลิกที่ Protection History (ประวัติการป้องกัน)

  4. เมื่อต้องการลบมัลแวร์ ให้เลือก Clean Threats (ล้างภัยคุกคาม) หรือ Start Actions (เริ่มการทำงาน)

ค้นหาและเปลี่ยนไฟล์ระบบที่เสียหาย

ใช้ Microsoft System File Checker (SFC) เพื่อซ่อมแซมไฟล์ระบบที่เสียหาย

  1. จาก Windows ให้ค้นหา Command Prompt (คอมมานด์พรอมท์)

  2. จากผลการค้นหา คลิกขวาที่ Command Prompt (คอมมานด์พรอมท์) เลือก Run as administrator (เรียกใช้ในฐานะผู้ดูแลระบบ) จากนั้นคลิกที่ Yes (ใช่) เพื่อเปิดหน้าต่าง

  3. พิมพ์ sfc /scannow อย่าลืมเคาะว่างระหว่าง sfc และ /

    การเรียกใช้ System File Check ในหน้าต่างคอมมานด์พรอมท์
  4. กดปุ่ม Enter เพื่อเริ่มการสแกน

    • หากพบไฟล์ที่เสียหาย ให้รอสักครู่เพื่อให้เครื่องมือเปลี่ยนไฟล์ จากนั้นรีสตาร์ทคอมพิวเตอร์

    • หากไม่พบไฟล์ที่เสียหาย อาจทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนใหม่ได้ หรือหากปัญหายังมีอยู่ ให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

  5. ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณต่ออยู่กับเครือข่ายที่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตที่ใช้งานได้

  6. จากหน้าต่างคอมมานด์พรอมท์ ให้พิมพ์ dism.exe /Online /Cleanup-image /Restorehealth อย่าลืมเคาะว่างก่อนหน้า / ทุกตัว

    ตัวอย่างของ 'dism.exe /Online /Cleanup-image /Restorehealth' ที่พิมพ์ไว้ในคอมมานด์พรอมท์
  7. กด Enter เพื่อเริ่มการสแกน Deployment Image Servicing and Management (DISM)

  8. รอให้เครื่องมือเปลี่ยนไฟล์ที่เสียหาย จากนั้นรีสตาร์ทคอมพิวเตอร์

เปิดแอพที่จำเป็นเท่านั้น

รีสตาร์ทคอมพิวเตอร์และเปิดเฉพาะแอพที่คุณต้องการ

  1. จาก Windows เลือก Start (เริ่ม) เลือก Power (เปิด/ปิด) จากนั้นเลือก Restart (รีสตาร์ท)

  2. หลังจากคอมพิวเตอร์รีสตาร์ท ให้เปิดเฉพาะแอพหรือโปรแกรมที่คุณต้องการ

  3. หลังจากเสร็จสิ้นการใช้แอพ ให้คลิกที่ X เพื่อปิดแอพ

การใช้ Program Compatibility Troubleshooter (ตัวแก้ไขปัญหาความเข้ากันได้ของโปรแกรม)

บางแอพที่ได้รับการออกแบบมาสำหรับ Windows เวอร์ชั่นก่อนหน้าอาจไม่ทำงานตามที่คาดหวังไว้กับ Windows 10 รุ่นปัจจุบัน

  1. จาก Windows ให้ค้นหาและเปิด Troubleshoot (การแก้ไขปัญหา)

  2. เลื่อนหน้าจอลง เลือก Program Compatibility Troubleshooter (ตัวแก้ไขปัญหาความเข้ากันได้ของโปรแกรม) จากนั้นคลิก Run the Troubleshooter (เรียกใช้ตัวแก้ไขปัญหา)

    การเลือกเพื่อเรียกใช้ Program Compatibility Troubleshooter (ตัวแก้ไขปัญหาความเข้ากันได้ของโปรแกรม)
  3. เลือกแอพที่คุณต้องการตรวจสอบ จากนั้นคลิก Next (ถัดไป)

  4. เลือกตัวเลือก จากนั้นทำตามคำแนะนำบนหน้าจอเพื่อทดสอบหรือเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าความเข้ากันได้

    การเลือกตัวเลือกเพื่อเรียกใช้ Program Compatibility Troubleshooter (ตัวแก้ไขปัญหาความเข้ากันได้ของโปรแกรม)

ค้นหาแอพที่ใช้ทรัพยากรระบบมากเกินไป

ใช้ Task Manager (ตัวจัดการงาน) เพื่อค้นหาและหยุดกระบวนการหรือแอพพลิเคชั่นที่ใช้ทรัพยากรระบบมากเกินไป

  1. จาก Windows ให้ค้นหาและเปิด Task Manager

    Task Manager (ตัวจัดการงาน) จะแสดงแอพพลิเคชั่นที่ทำงานอยู่ในปัจจุบัน

  2. คลิก More Details (รายละเอียดเพิ่มเติม) จากนั้นเลือกแท็บสำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม

    • Processes (กระบวนการ): แสดงการทำงานทั้งหมดในปัจจุบันและทรัพยากรระบบที่ถูกใช้จากแต่ละกระบวนการ กระบวนการบางอย่างมีความจำเป็นและไม่ควรปิดการทำงาน หากไม่แน่ใจว่ากระบวนการใดที่จำเป็น ให้ค้นหารายละเอียดดังกล่าวทางอินเทอร์เน็ต

    • Performance (ประสิทธิภาพ): แสดงการแสดงผลประสิทธิภาพโดยรวมของระบบ คลิกที่ Open Resource Monitor (เปิดระบบตรวจสอบทรัพยากร) เพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับกระบวนการแต่ละส่วน

    ตัวอย่างของแอพที่ใช้ทรัพยากรระบบระดับสูงที่แท็บประสิทธิภาพ
  3. บนแท็บ Processes (กระบวนการ) หากต้องการปิดแอพ หรือหากแอพแสดงเป็น Not Running (ไม่ทำงาน) ให้คลิกที่ End Task (สิ้นสุดงาน)

เลือกแอพเพื่อเปิดขึ้นมาเมื่อ Windows เริ่มทำงาน

โปรแกรมเริ่มต้นคือซอฟต์แวร์ที่จะเปิดเมื่อ Windows เปิดขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป หลังจากที่คุณมีการติดตั้งโปรแกรมมากขึ้น คุณจะมีจำนวนโปรแกรมเริ่มต้นมากขึ้น แอพทั่วไปที่โหลดและทำงานอยู่ในพื้นหลังได้แก่แอพส่งข้อความด่วน (IM) แอพมัลติมีเดีย ตัวเปิดใช้เกมและแถบเครื่องมือ คุณสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบได้ด้วยการทำให้แอพเหล่านี้บางส่วนหยุดเปิด หรือด้วยการเปลี่ยนการตั้งค่าของแอพเหล่านี้

  1. จาก Windows ให้ค้นหาและเปิด Task Manager

  2. คลิก More details (รายละเอียดเพิ่มเติม) จากนั้นเลือกแท็บ Startup (การเริ่มทำงาน)

  3. เลือกรายการเริ่มต้นที่ไม่เกี่ยวข้องกับระบบหรือไม่เป็นที่ต้องการ จากนั้นคลิก Disable (ปิดใช้งาน)

    ข้อควรระวัง:

    ปิดรายการทำงานเมื่อเริ่มระบบที่คุณทราบหรือที่ไม่ต้องการ

    การเลือกแอพที่จะปิดการทำงานเมื่อเริ่มทำงาน
  4. รีสตาร์ทคอมพิวเตอร์

  5. หาก Windows หรือซอฟต์แวร์อื่นหยุดทำงานหลังจากปิดรายการการเริ่มทำงาน ให้ย้อนกระบวนการนี้เพื่อเปิดใช้งานรายการดังกล่าว

การปิดคุณสมบัติกราฟิกที่ไม่จำเป็น

การปิดคุณสมบัติกราฟิกและแอพพลิเคชั่นที่ใช้ทรัพยากรระบบเป็นจำนวนมากหรือที่คุณไม่ต้องการหรือไม่จำเป็น

  1. ใน Windows ให้ค้นหาและเปิด Adjust the appearance and performance for Windows (ปรับลักษณะการแสดงผลและประสิทธิภาพสำหรับ Windows)

  2. จากหน้าต่าง Performance Options (ตัวเลือกประสิทธิภาพ) ให้เลือก Adjust for best performance (ปรับเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด) แล้วคลิก OK (ตกลง)

    การเลือก Adjust for Best Performance (ปรับเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด) ในเพื่อปิดส่วนประกอบกราฟิกที่ไม่จำเป็น
    Windows จะปิดลักษณะการแสดงผลทั้งหมด เช่น แอนิเมชั่นของทาสก์บาร์ และส่วนประกอบของหน้าต่าง การแสดงเงาของหน้าต่าง การแสดงเนื้อหาของหน้าต่างขณะลากรายการ เป็นต้น

การป้องกันปัญหาการจัดสรรหน่วยความจำ

แยกแอพหรือกระบวนการที่ไม่ได้ใช้อีกต่อไป ซึ่งอาจใช้ทรัพยากรหน่วยความจำที่ไม่จำเป็น

หน่วยความจำถูกจัดสรรในไดร์เวอร์ของอุปกรณ์และโปรแกรมในระหว่างการใช้งานปกติ หน่วยความจำที่ถูกจัดสรรแล้วจะพร้อมใช้อีกครั้งเมื่อกระบวนการไม่ได้ใช้งาน ทั้งนี้ บางครั้งหน่วยความจำยังคงถูกจัดสรรไว้อยู่ ซึ่งจะเรียกว่าการรั่วไหลของหน่วยความจำ ในบางครั้ง โปรแกรมที่เข้ากันไม่ได้อาจยังคงจัดสรรหน่วยความจำขณะทำงาน ส่งผลให้ระบบทำงานช้าลงและค้างในที่สุด

  1. ปิดแอพพลิเคชั่นซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมที่เปิดอยู่ทั้งหมด ดูให้แน่ใจว่าได้ให้เวลากับแอพเพื่อเปิดอย่างสมบูรณ์ก่อนปิดใช้งาน

    HP แนะนำให้รอ 5 วินาทีหลังเปิดแอพก่อนที่จะปิดแอพอีกครั้ง แม้เป็นการเปิดอย่างไม่ตั้งใจก็ตาม

  2. รีสตาร์ทคอมพิวเตอร์

  3. จาก Windows ให้ค้นหาและเปิด Task Manager

  4. คลิก More details (รายละเอียดเพิ่มเติม) เลือกแท็บ Performance (ประสิทธิภาพ) จากนั้นเลือก Memory (หน่วยความจำ)

  5. คลิก Open Resource Monitor (เปิดตัวตรวจสอบทรัพยากร) เพื่อดูว่าคอมพิวเตอร์ของคุณกำลังใช้หน่วยความจำอย่างไร

    หากมีหน้าต่างปรากฏขึ้นเพื่อแจ้งให้คุณสำหรับรหัสผ่านหรือการยืนยันผู้ดูแลระบบ ให้พิมพ์ข้อมูลล็อกอินที่ร้องขอ

    การเปิด Resource Monitor (ระบบตรวจสอบทรัพยากรระบบ)
  6. ในแท็บ Overview (ภาพรวม) ให้เปิดส่วน Memory (หน่วยความจำ) แล้วเลื่อนลงเพื่อดูว่าแอพใดที่กำลังใช้หน่วยความจำ

  7. เปิดแอพที่สงสัยว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานช้าลง พิจารณาเปอร์เซ็นต์ของ หน่วยความจำจริงที่ถูกใช้งาน จากนั้นจดข้อมูลไว้

  8. ปิดและเปิดโปรแกรมที่สงสัยใหม่ซ้ำๆ และตรวจสอบเปอร์เซ็นต์ของหน่วยความจำจริงที่ถูกใช้งาน แล้วเปรียบเทียบตัวเลขนี้กับตัวเลขที่จดไว้ ทุกครั้งให้รอประมาณ 10 วินาทีก่อนเปิดโปรแกรมใหม่

    • หากเปอร์เซ็นต์ของหน่วยความจำจริงที่ถูกใช้งานกลับคืนสู่ตัวเลขเดิมหรือใกล้เคียงทุกครั้ง แสดงว่าโปรแกรมต้องสงสัยนั้นอาจไม่ได้ทำให้หน่วยความจำรั่วไหลอยู่

    • หากเปอร์เซ็นต์ของหน่วยความจำจริงที่ถูกใช้งานเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แสดงว่ากำลังมีหน่วยความจำพร่องหายไป ให้ติดต่อผู้ผลิตซอฟต์แวร์เพื่อขอแพตช์หรือวิธีแก้ไขปัญหาที่ใช้ได้

ใช้ ReadyBoost

ใช้ ReadyBoost กับไดรฟ์ที่ถอดออกได้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพระบบโดยไม่ต้องเพิ่ม RAM เพิ่มเติมไปยังคอมพิวเตอร์

  1. ตรวจดูให้แน่ใจว่าคุณมีไดรฟ์ที่ถอดออกได้ เช่น USB แฟลชไดรฟ์ ที่มีอัตราการถ่ายโอนข้อมูลสูงและพื้นที่ว่างอย่างน้อย 500 MB

  2. ใส่ไดรฟ์ที่ถอดออกได้ในพอร์ตที่เหมาะสมบนคอมพิวเตอร์

  3. จาก Windows ให้ค้นหาและเปิด File Explorer ขึ้นมา

  4. จาก File Explorer คลิกขวาที่ไดรฟ์ที่ถอดออกได้ จากนั้นเลือก Properties (คุณสมบัติ)

  5. จากหน้าต่าง Properties (คุณสมบัติ) ให้เลือกแท็บ ReadyBoost (ReadyBoost) จากนั้นเลือก ReadyBoost (ReadyBoost)

  6. เลื่อนแถบเลื่อนเพื่อกำหนดพื้นที่ที่ต้องการสำรองไว้สำหรับความเร็วในการทำงานของระบบอย่างน้อย 9048 MB เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

  7. คลิก OK (ตกลง) เพื่อสงวนพื้นที่ในไดรฟ์ที่ถอดออกได้สำหรับ ReadyBoost และบันทึกการตั้งค่า

    จากไดรฟ์ที่ถอดออกได้ พื้นที่ที่สงวนไว้สำหรับ ReadyBoost จะถูกบันทึกไว้ในไฟล์ชื่อ ReadyBoost.sfcache

เปลี่ยนขนาดไฟล์เพจจิ้ง

ไฟล์เพจจิ้งจะอยู่ในฮาร์ดไดร์ฟที่ Windows ใช้ลักษณะเดียวกับหน่วยความจำ การเพิ่มขนาดไฟล์เพจจิ้งจะสามารถช่วยเพิ่มความเร็วให้กับคอมพิวเตอร์และทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานดีขึ้น

  1. จาก Windows ให้ค้นหาและเปิด Control Panel (แผงควบคุม)

  2. ในช่อง Search (ค้นหา) ให้พิมพ์ System จากนั้นเลือก System (ระบบ) จากรายการผลการค้นหา

  3. เลือก Advanced system settings (ค่าทางระบบขั้นสูง)

  4. ใน System Properties (คุณสมบัติระบบ) ให้เลือกแท็บ Advanced (ขั้นสูง) จากนั้นคลิก Settings (การตั้งค่า)

  5. จาก Performance Options (ตัวเลือกประสิทธิภาพ) ให้เลือกแท็บ Advanced (ขั้นสูง) จากนั้นคลิก Change (เปลี่ยนแปลง)

    การเลือก Change (เปลี่ยนแปลง) ในส่วนหน่วยความจำเสมือนของตัวเลือกประสิทธิภาพ
  6. ลบเครื่องหมายจาก Automatically manage paging file size for all drives (จัดการขนาดไฟล์เพจจิ้งอัตโนมัติสำหรับไดรฟ์ทั้งหมด)

    การลบเครื่องหมายเพื่อปรับปรุงสำหรับประสิทธิภาพที่ดีที่สุด
  7. เลือก Custom size (ขนาดกำหนดเอง) จากนั้นพิมพ์ขนาดต่ำสุดและสูงสุด ใช้ขั้นต่ำที่อนุญาต ที่แนะนำ และขนาดไฟล์เพจจิ้งที่จัดสรรในปัจจุบันจะแสดงรายการที่ด้านล่างของหน้าต่างเพื่อเลือกขนาด

  8. ปิดหน้าต่างระบบ แล้วรีสตาร์ทคอมพิวเตอร์

การลดความร้อนในเครื่องคอมพิวเตอร์

เมื่ออุณหภูมิภายในเครื่องคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้นเกิน 35º C (95º F) ความเสี่ยงในการเกิดความเสียหายต่อส่วนประกอบภายในที่สำคัญจะเพิ่มขึ้น ลดความเสี่ยงโดยการลดความร้อนภายในคอมพิวเตอร์

ทำความสะอาดช่องระบายอากาศเดสก์ทอป

ทำความสะอาดช่องระบายอากาศเดสก์ทอปเพื่อกำจัดฝุ่นและสิ่งสกปรกที่อาจหมักหมมในและรอบๆ ช่องระบายอากาศเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งเป็นการปิดกั้นการถ่ายเทของอากาศ และทำให้พัดลมทำงานหนักกว่าปกติในการระบายความร้อน

  1. ปิดคอมพิวเตอร์ ถอดสายไฟและสายต่างๆ จากนั้นรอให้คอมพิวเตอร์เย็นลง

  2. ใช้เครื่องดูดฝุ่นเพื่อทำความสะอาดช่องระบายอากาศภายนอกทั้งหมดโดยเฉพาะรอบๆ ช่องระบายอากาศของแหล่งจ่ายไฟ

    ข้อควรระวัง:

    เพื่อป้องกันความเสียหายต่อส่วนประกอบภายใน อย่าใช้เครื่องดูดฝุ่นภายในคอมพิวเตอร์

    ค้นหาช่องระบายอากาศด้านหลังของคอมพิวเตอร์
  3. ถอดแผงด้านข้างที่ด้านหลังออกจากคอมพิวเตอร์

    การถอดแผงด้านข้างออกจากคอมพิวเตอร์เดสก์ทอป
  4. ใช้ลมอัดกระป๋องเพื่อทำความสะอาดพัดลมและส่วนประกอบภายในคอมพิวเตอร์

  5. เปลี่ยนแผงด้านข้าง เสียบปลั๊กไฟ และเปิดคอมพิวเตอร์

ทำความสะอาดช่องระบายอากาศโน้ตบุ๊ก

ทำความสะอาดช่องระบายอากาศโน้ตบุ๊กเพื่อกำจัดฝุ่นและสิ่งสกปรกที่อาจหมักหมมในและรอบๆ ช่องระบายอากาศเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งเป็นการปิดกั้นการถ่ายเทของอากาศ และทำให้พัดลมทำงานหนักกว่าปกติในการระบายความร้อน

  1. ปิดคอมพิวเตอร์ ถอดสายไฟและสายต่างๆ จากนั้นรอให้คอมพิวเตอร์เย็นลง

  2. ย้ายวัตถุที่อยู่ใกล้เครื่องคอมพิวเตอร์ออก

  3. ค้นหาช่องระบายอากาศบนแล็ปท็อปของคุณ โดยปกติจะอยู่ที่ด้านล่างและด้านข้างของคอมพิวเตอร์

    ค้นหาช่องระบายอากาศด้านนอกของคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก
  4. ใช้อากาศอัดกระป๋องเพื่อกำจัดฝุ่นออกจากช่องระบายอากาศ

    การทำความสะอาดช่องระบายอากาศด้วยอากาศอัดกระป๋อง
  5. รอให้คอมพิวเตอร์เย็นลงประมาณ 10 นาที

  6. เสียบสายไฟอีกครั้ง แล้วเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์

อัพเกรดหน่วยความจำ

การอัพเกรดหน่วยความจำที่เข้าใช้งานแบบสุ่ม (RAM) ในคอมพิวเตอร์ของคุณสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบได้ เพิ่มความเร็วในการท่องเว็บ หรือเพื่อให้การเล่นเกมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ค้นหารายละเอียดทางเทคนิคของหน่วยความจำ

ใช้คู่มือการบำรุงรักษาและบริการเพื่อค้นหาข้อมูลหน่วยความจำที่ติดตั้งไว้สำหรับคอมพิวเตอร์ของคุณ

  1. ไปที่ ฝ่ายบริการลูกค้าของ HP

  2. เลื่อนลงเพื่อพิมพ์รุ่นคอมพิวเตอร์ของคุณในฟิลด์ Search (ค้นหา) จากนั้นคลิก Submit (ส่ง)

  3. เลือก User Guides (คู่มือผู้ใช้) จากนั้นเลือก คู่มือการบำรุงรักษาและบริการ สำหรับคอมพิวเตอร์ของคุณ

    หากไม่มีคู่มือการบำรุงรักษาและบริการปรากฏขึ้น ให้เลือกเอกสารรายละเอียดทางเทคนิคสำหรับคอมพิวเตอร์ของคุณ

  4. ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากส่วน Memory (หน่วยความจำ) สำหรับรายการต่อไปนี้:

    • รายละเอียดทางเทคนิคของโมดูลหน่วยความจำ

      ข้อควรระวัง:

      เมนบอร์ดบางตัวไม่สามารถติดตั้งหน่วยความจำจากผู้ผลิตคนละราย หรือที่มีค่า CAS หรือความหนาแน่นของชิ้นส่วนแตกต่างกัน ดูให้แน่ใจว่า SO-DIMM ทั้งหมดจะต้องมีหมายเลขชิ้นส่วนเดียวกันเพื่อให้แน่ใจว่ารองรับการทำงาน

    • หมายเลขชิ้นส่วนโมดูลหน่วยความจำ

    • โปรเซสเซอร์ที่รองรับ

    • ประเภท RAM

    • จำนวนช่องหน่วยความจำ

    • จำนวนหน่วยความจำที่ติดตั้ง

    • หน่วยความจำสูงสุดที่รองรับ

    • ประเภทหน่วยความจำ รวมทั้งความเร็ว

ปิดการซิงค์ไฟล์ OneDrive

ปิดการซิงค์ไฟล์อัตโนมัติระหว่างคอมพิวเตอร์และ OneDrive

  1. ในส่วนแจ้งเตือนของทาสก์บาร์ ให้คลิก OneDrive

  2. ในตัวเลือก OneDrive ให้คลิกที่ More (เพิ่มเติม) จากนั้นเลือก Pause Syncing (หยุดซิงค์ชั่วคราว) จากเมนู

  3. จากเมนู Pause Syncing (หยุดซิงค์ชั่วคราว) ให้เลือกระยะเวลาที่จะหยุดซิงค์ชั่วคราว

  4. เริ่มการทำงานของคอมพิวเตอร์ใหม่

HP PC - การรีเซ็ตคอมพิวเตอร์

คุณสมบัติการรีเซ็ต Windows 10 จะทำการติดตั้งระบบปฏิบัติการใหม่โดยไม่สูญเสียข้อมูลส่วนตัวและการปรับแต่งของคุณ

สำรองไฟล์ข้อมูลส่วนตัวใน PC

สำรองไฟล์ข้อมูลส่วนตัวในคอมพิวเตอร์ Windows 10 ของคุณ

  1. ต่อไดรฟ์ต่อพ่วงเข้ากับคอมพิวเตอร์

  2. จาก Windows ให้ค้นหาและเปิด Backup settings (การตั้งการสำรองข้อมูล)

  3. คลิก Add a drive (เพิ่มไดรฟ์) แล้วเลือกไดรฟ์

  4. คลิก More options (ตัวเลือกเพิ่มเติม)

  5. คลิก Back up now (สำรองข้อมูลทันที) จากนั้นรอให้การสำรองเสร็จ อาจต้องใช้เวลาสองสามนาทีหรือสองสามชั่วโมง ขึ้นอยู่กับขนาดไฟล์

    คลิกสำรองข้อมูลตอนนี้ เพื่อเริ่มขั้นตอนการสำรองข้อมูล

รีเซ็ต PC (Windows 10)

รีเซ็ตคอมพิวเตอร์โดยการติดตั้ง Windows 10 ใหม่

  1. จาก Windows ให้ค้นหาและเปิด Recovery options (ตัวเลือกในการกู้คืน)

  2. จากหน้าจอ Recovery (การกู้ข้อมูล) จาก Reset this PC (รีเซ็ต PC เครื่องนี้) คลิกที่ Get started (เริ่มต้น)

    คลิกที่ปุ่ม Get Started (เริ่มต้น) เพื่อเริ่มการรีเซ็ตคอมพิวเตอร์
  3. ทำตามคำแนะนำเพื่อรีเซ็ตคอมพิวเตอร์ของคุณ อาจต้องใช้เวลาครู่หนึ่ง

กู้คืนไฟล์ส่วนตัวใน PC

กู้คืนไฟล์ข้อมูลส่วนตัวในคอมพิวเตอร์ Windows 10 ของคุณ

  1. ต่อไดรฟ์สำรองภายนอกเข้ากับคอมพิวเตอร์

  2. จาก Windows ให้ค้นหาและเปิด Backup settings (การตั้งการสำรองข้อมูล)

  3. คลิก More options (ตัวเลือกเพิ่มเติม)

  4. เลื่อนรายการไปด้านล่างของหน้าจอ Backup options (ตัวเลือกการสำรองข้อมูล) จากนั้นคลิก Restore files from a current backup (กู้ไฟล์จากข้อมูลสำรองในปัจจุบัน)

  5. เลือกไฟล์ที่คุณต้องการกู้คืนโดยคลิกที่ปุ่ม Restore (กู้คืน) จากนั้นรอให้ Windows กู้คืนไฟล์ส่วนตัวของคุณ อาจต้องใช้เวลาสองสามนาทีหรือสองสามชั่วโมง ขึ้นอยู่กับขนาดไฟล์

    เลือก จากนั้นกู้คืนไฟล์ส่วนตัวในคอมพิวเตอร์ของคุณ


ประเทศ/ภูมิภาค: Flag ไทย